ด่วน! นักบอลเซอร์เบียกักตัวที่บุรีรัมย์ ตรวจพบติดโควิด 19

หลังจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศประจำวันที่1 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ปรากฎว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 2 รายซึ่งเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าพักใน Alternative Local Quarantine (ALQ) โดยเดินทางมาจาก เซอร์เบีย 1 ราย และ เดนมาร์ก 1 ราย

    โดยผู้เดินทางมาจากเซอร์เบีย 1 รายเป็นนักฟุตบอล เดินทางด้วยเครื่องเช่าเหมาลำถึงท่าอากาศยานบุรีรัมย์ วันที่ 19 ก.ค. 63  มีการตรวจหาเชื้อครั้งแรก วันที่ 19 ก.ค. 63 ไม่พบเชื้อ ก่อนเข้าพักใน Alternative Local Quarantine (ALQ) และทำการตรวจครั้งที่สอง วันที่ 27 ก.ค. 63 ผลพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ และเข้ารับการรักษาที่รพ.บุรีรัมย์ เรียบร้อยแล้ว

    ทั้งนี้มีการคาดว่าจะเป็น มาร์โก เชโปวิช กองหน้าวัย 29 ปี ที่เพิ่งย้ายจากจากสโมสร เคย์เคอร์ ริเซสปอร์ ในลีกตุรกีมาร่วมทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเพื่อทดแทนนักเตะที่อำลาทีมไป

หลุดปากเฉย!ซาเน่แย้ม “ฮาแวร์ตซ์” จ่อเซ็นเชลซี

สาวก "สิงห์บลูส์" รอเฮได้เลย เพราะล่าสุด ลีรอย ซาเน่ ปีกป้ายแดง บาเยิร์น มิวนิค หลุดปากยืนยัน เชลซี เตรียมได้ตัว ไค ฮาแวร์ตซ์ มิดฟิลด์ดาวดัง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ร่วมก๊วน

     ลีรอย ซาเน่ ปีกดาวดังคนใหม่ของ บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน หลุดปากพูดว่า เชลซี สโมสรมหาเศรษฐีในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประสบความสำเร็จเรียบร้อย สำหรับการคว้าตัว ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางเพื่อนร่วมทีมชาติเยอรมนี มาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

     เวลานี้ ฮาแวร์ตซ์ กำลังมีข่าวเกี่ยวโยงกับ เชลซี อย่างหนัก ซึ่งก็คาดกันว่า "สิงห์บลูส์" น่าจะปิดดีลได้ในเร็วๆ นี้ที่ราคา 90 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) หลังจากที่พวกเขาเพิ่งคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ ดาวยิงทีมชาติเยอรมนี มาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ได้สำเร็จเมื่อกลางเดือนก่อน และล่าสุด ซาเน่ ก็แย้มว่า ยอดทีมแห่งกรุงลอนดอน กำลังจะได้ แข้งดาวดัง "ห้างขายยา" เข้าสังกัดอีกราย

         "ผมคิดว่า เยอรมนี มักจะมีนักเตะเก่งๆ อายุน้อยๆ เสมอ" ซาเน่ กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวเป็นนักเตะใหม่ของ บาเยิร์น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา "นักเตะหนุ่มๆ หลายคนได้รับโอกาสพัฒนาฝีเท้าที่ดีในเวที บุนเดสลีกา ซึ่งผมคิดว่า เชลซี ทำได้เยี่ยมมากๆ กับการได้ทั้ง แวร์เนอร์ และ ฮาแวร์ตซ์ ภายในปีเดียว"

เมอร์สันฟันธงแชมป์พรีเมียร์ฯซีซั่นหน้า

ไม่ต้องกลัวหน้าแตก! พอล เมอร์สัน กูรูลูกหนังเมืองผู้ดี ฟันธงแล้วแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นหน้าจะตกเป็นของ ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด หรือ เชลซี
     พอล เมอร์สัน อดีตกองกลาง อาร์เซน่อล ที่เวลานี้ผันตัวมาทำหน้าที่ผู้วิเคราะห์เกมให้กับสื่อในอังกฤษ มั่นใจว่า ลิเวอร์พูล จะป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก เอาไว้ได้สำเร็จในฤดูกาล 2020/21 หลังจากที่ซีซั่นนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เก็บชัยชนะได้ถึง 31 จาก 37 เกม

    ในซีซั่นหน้า พรีเมียร์ลีก จะเปิดฉากวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ และเชื่อว่า การลุ้นแชมป์จะยังคงมีความดุเดือด โดยนอกจาก ลิเวอร์พูล ที่มีโอกาสป้องกันแชมป์แล้วยังมี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่พร้อมกลับมาทวงบัลลงก์, เชลซี ที่เสริมทัพได้น่ากลัว และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

    เมอร์สัน แสดงความเห็นผ่าน สตาร์สปอร์ต ว่า "ผมคงจะประหลาดใจถ้าพวกเขา (ลิเวอร์พูล) ไม่ได้แชมป์ฤดูกาลหน้า แม้ แมนฯ ซิตี้ เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม และสามารถถล่มคู่แข่งกระจุยในวันของพวกเขา แต่ ลิเวอร์พูล มีความคงเส้นคงวามากกว่า พวกเขาสามารถเอาชนะในเวลาที่เล่นไม่ดี ส่วน แมนฯ ซิตี้ ไม่สามารถทำแบบนั้นเพราะแนวรับของพวกเขาไม่ดี"

    พร้อมกันนี้ อดีตมิดฟิลด์ "ปืนใหญ่" ยังแสดงความรู้สึกเห็นใจ "หงส์แดง" ที่ไม่ได้ฉลองการรับแชมป์ พรีเมียร์ลีก ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง หลังมีพิธีมอบถ้วยอย่างเป็นทางการหลังจบเกมที่ชนะ เชลซี 5-3 ที่ สนาม แอนฟิลด์ เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา

    "มันน่าเศร้าที่ ลิเวอร์พูล ได้ชูถ้วยแชมป์ในสนามว่างเปล่าที่แอนฟิลด์ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า แฟนบอลของพวกเขาจะได้โอกาสมาฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่แอนฟิลด์ อย่างแน่นอนในอนาคต เนื่องจากนี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ ลิเวอร์พูล ได้แชมป์" เมอร์สัน ทิ้งท้าย
 

ด่วน! “ฮาว” ประกาศแยกทางกับบอร์นมัธ

เอ็ดดี้ ฮาว ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือ บอร์นมัธ เรียบร้อย โดยเจ้าตัวยอมรับทำใจลำบาก หลังอยู่กับสโมสรมานานถึง 25 ปี แต่มั่นใจ "เดอะ เชอร์รี่ส์" ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว

     เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือดังเลือดผู้ดี ก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีม บอร์นมัธ เป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นการตกลงแยกทางด้วยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย

     "เดอะ เชอร์รี่ส์" กระเด็นตกชั้นจากเวที พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลล่าสุด หลังจากที่อยู่โลดแล่นในลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษมานานถึง 5 ปี จนกระทั่งล่าสุด กุนซือวัย 42 ปี ตัดสินใจอำลาถิ่น ไวทาลิตี้ สเตเดี้ยม เรียบร้อย ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก หลังจากที่อยู่กับสโมสรมาอย่างยาวนานถึง 25 ปี

         "จากการที่อยู่กับสโมสรมานานถึง 25 ปี ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม การตัดสินใจครั้งนี้มันไม่ง่ายเลย และถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตผม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผมรักสโมสรแห่งนี้มาก แต่เรามีความรู้สึกว่า ตอนนี้มันถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว ที่สโมสรจะต้องเดินไปในทิศทางใหม่ บอร์นมัธ จะอยู่ในใจของผมเสมอ แต่ผมขอย้ำด้วยความเชื่อมั่นว่า ตอนนี้มันถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่สโมสรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง" ฮาว เปิดใจ

     ทั้งนี้ ฮาว ถูกแต่งตั้งเป็นกุนซือ บอร์นมัธ หนแรกเมื่อปี 2008 ก่อนย้ายไปคุม เบิร์นลี่ย์ ในปี 2011 ทว่าอยู่ในตำแหน่งกุนซือใหญ่ "เดอะ คลาเร็ตส์" แค่ปีเดียวเท่านั้น ก่อนกลับมาคุมทัพ "เดอะ เชอร์รี่ส์" และอยู่ยาวจนกระทั่งถึงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดย 5 ฤดูกาลที่พาสโมสรโลดแล่นในเวที พรีเมียร์ลีก นั้น เจ้าตัวเคยพาทีมจบที่อันดับเก้า เมื่อซีซั่น 2016/17

ทำความรู้จัก ซีอีโอคนใหม่ ลิเวอร์พูล ฝีมือไม่ธรรมดา

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหารที่กำลังจะหมดสัญญาหลังหมดเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งคนที่จะรับไม้ต่อคือ บิลลี่ โฮแกน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของสโมสรลิเวอร์พูล

    ชื่อของ โฮแกน อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักสำหรับแฟนบอลเท่าไหร่นัก เพราะงานของเขาคือการทำงานเป็นเบื้องหลังเรื่องเชิงพาณิชย์ ทั้งการเจรจา ดีลสปอนเซอร์, การตลาด ซึ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับ เงิน ๆ ทอง ๆ นั่นแหละคือหน้าที่ของ โฮแกน

    ส่วนความรับผิดชอบของตำแหน่งประธานบริหารของสโมสรนั้น หลังจากที่ มัวร์ เข้ามารับตำแหน่งนี้ต่อจาก เอียน แอร์ ตำแหน่งนี้จะเน้นเรื่องการทำธุรกิจมากกว่าเรื่องฟุตบอล ซึ่งจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องซื้อ-ขายหรือต่อสัญญาผู้เล่น เพราะหน้าที่นี้เป็นของ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์

    สำหรับ โฮแกน ที่จะเข้ามาเป็นซีอีโอคนใหม่ ก็ไม่ได้เป็นคนอื่นคนไกลกับสโมสรเลย เขาทำงานร่วมกับ มัวร์ และมีความสนิมสนมกันอยู่แล้ว

    โฮแกน เคยเป็น ประธานบริหารให้กับบริษัทในเครือของ FSG กลุ่มเจ้าของสโมสร มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องแบรนด์และภาพลักษณ์

    ประสบการณ์ในด้านการพาณิชย์ระหว่าง โฮแกน กับ FSG มีมานานถึง 16 ปี โดยก่อนหน้านั้น โฮแกน ใช้เวลาสั้น ๆ ในการเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายขาย กับบริษัท ANC Sports

    ต่อมาเดือนพฤษภาคม ปี 2012 โฮแกน เข้ามาทำหน้าที่ในสโมสรลิเวอร์พูล ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ดูแลเรื่องการเจรจาธุรกิจและการตลาด

    และพอเดือนมีนาคม ปี 2016 แอร์ ลาออกจากซีอีโอ แล้วตั้ง มัวร์ ขึ้นมาแทน โฮแกน ก็เลื่อนขั้นเป็นกรรมการผู้จัดการควบคู่กับผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ของทีม

    โฮแกน ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ ลอนดอน แต่ก็เดินทางมายัง ลิเวอร์พูล อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และก็บินไปต่างประเทศในคราวที่จำเป็น

    ทุกครั้งที่สโมสรทำการเซ็นสัญญากับสปอนเซอร์ เราจะได้เห็นโฮแกน ร่วมเฟรมอยู่เสมอ เขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังดีลธุรกิจต่างๆที่เกิดขึ้น

    โฮแกน เน้นเรื่องการตลาดโดยเน้นไปทางสื่อโซเชี่ยลที่กำลังได้รับความนิยมเหมาะสมกับยุคปัจจุบันในโลกดิจิตัล ซึ่งรายได้ของ ลิเวอร์พูล ก็มาจากส่วนนี้เหมือนกัน อีกทั้งแฟนบอลก็จะยังมีส่วนร่วมกับสโมสรได้ทุกเมื่อไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน

 

    เมื่อเรื่องในสนามและผลงานเป็นหน้าที่ของ คล็อปป์ และทีมงานสตาฟฟ์ สิ่งที่ โฮแกน พยายามจะทำ นั่นคือการสร้างรายได้และการค้า ซึ่งรายได้นั้นมันก็จะกลับไปยังสโมสร

    ในช่วงที่ โฮแกน ทำงานกับลิเวอร์พูล เขาสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ต่อปีให้กับสโมสรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวถึง 136 ล้านปอนด์ ซึ่งอำนาจทางการเงินที่ดีนี้ช่วยให้เจอร์เก้น คล็อปป์ นำไปใช้ปรับปรุงซื้อผู้เล่นเข้ามาในทีม

    ช่วงที่สัญญาระหว่าง นิว บาลานซ์ กับ ลิเวอร์พูล ใกล้จะหมดลง ก็มีคำถามเกิดขึ้นมาสโมสรจะทำอย่างไรต่อ ซึ่ง โฮแกน ก็เลี่ยงที่จะตอบแบบตรงๆ โดยบอกเพียงว่า "เราจะยังไม่ให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องสัญญาที่จะหมดลง ถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่เราจะมาพูดเรื่องนี้กันอีกที"

    แน่นอนครับ ในดีลกับ ไนกี้ เจ้าใหม่ ล่าสุดนี้ คนที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการเจรจา จนทำให้แบรนด์ระดับโลกเซ็นสัญญาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้กับทีม ซึ่งเป็นไปได้ว่า ลิเวอร์พูล จะได้รับเงินถึงปีละ 80 ล้านปอนด์

 

    "หลังจากได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับสโมสรแห่งนี้มานานเกิน 8 ปี ผมก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้เป็นประธานบริหารของทีม และจะได้สานต่องานอันยอดเยี่ยมที่ทุกคนในองค์กรทำร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ ผมขอขอบคุณ จอห์น (ดับเบิ้ลยู เฮนรี่), ทอม (เวอร์เนอร์) และ ไมค์ (กอร์ดอน) สำหรับโอกาสในครั้งนี้ที่ทำให้ผมได้นำองค์กรเข้าสู่ช่วงต่อไปของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น" โฮแกน กล่าวแบบเป็นเกียรติสุดๆ หลังได้รับตำแหน่งนี้ต่อจาก มัวร์

    แฟนหงส์มั่นใจได้เลยว่า บิลลี่ โฮแกน คนนี้ จะพา ลิเวอร์พูล เดินหน้า ก้าวไกลในด้านธุรกิจ แบบติดปีกแน่นอน

7 แข้งเตรียมตบเท้าตาม อเล็กซิส ซานเชซ อำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาโม่เกือกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง และแน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการถ่ายเลือดใหม่ เพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในพรีเมียร์ลีก และโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" ฉะนั้นการขายและการเสริมทัพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชาย นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างความแข็งแกร่งในเชิงลึกให้กับขุมกำลังของทีม และต้องการที่จะนำทีมกลับมาอยู่ในระดับท็อปของวงการฟุตบอลสโมสรยุโรป ดังนั้น "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องพร้อมในทุกๆ ตำแหน่ง

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเงินในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อหากผู้เล่นคุณภาพดีมาร่วมทีม และการทำแบบนั้นหมายความว่านักเตะบางคนที่อยู่ในทีมจำเป็นต้องถูกขายทิ้งไป อย่างในกรณีของ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ทำผลงานได้ดีในการเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ มิลาน และมีแววจะได้ย้ายไปอยู่กับทัพ "งูใหญ่" ถาวร

    นอกจาก หัวหอกทีมชาติชิลี ที่เตรียมเก็บข้าวของออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้ว ยังมีแข้ง "ผีแดง" อีกอย่างน้อย 7 รายที่พร้อมออกไปหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง

คริส สมอลลิ่ง

กรณีของ คริส สมอลลิ่ง ก็เหมือนกับ ซานเชซ เพราะนักเตะถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวที่ประเทศอิตาลี และเขาก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการคุมแนวรับให้กับ "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า ทำให้ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะเลือกอยู่หม่ำพิซซ่าที่ดินแดนรองเท้าบูทแบบถาวร

    ผลงานของ สมอลลิ่ง ต้องบอกว่าดีเกินคาด เพราะช่วยทำให้เกมรับของ "จัลโล่รอสซี่" เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และด้วยเหตุนี้ทำให้ โรม่า แสดงความต้องการที่จะเก็บเขาเอาไว้กับทีมแบบถาวร อย่างไรก็ตามการจะได้ เซนเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ รายนี้มาร่วมทัพคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

    เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังที่จะได้ค่าตัวของนักเตะให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสโมสรไม่ต้องการ สมอลลิ่ง อีกแล้ว เนื่องจากตอนนี้คู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอด ขณะเดียวกัน อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ก็มีอนาคตกับทีม

    ฉะนั้นคงยากที่จะเห็น สมอลลิ่ง กลับมาทวงตำแหน่งคืนได้ และการย้ายทีมแบบถาวรน่าจะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสโมสรกับนักเตะ

อันเดรียส เปเรยร่า

ต้องยอมรับว่าตอนนี้ อันเดรียส เปเรยร่า แทบจะหมดอนาคตใน "โรงละครแห่งความฝัน" หลังจากการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับทัพ "ปีศาจแดง" นับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    แฟร์นันด์ส สร้างผลงานดีมีคุณภาพกับทัพ "เร้ด เดวิลส์" เพราะการมาของเขาช่วยยกระดับฟอร์มการเล่นของทีมอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่าหนึ่งในการที่ทีมติดอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มาจากความสุดยอดของดาวเตะเลือดฝอยทอง

    ที่สำคัญ แฟร์นันด์ส ยังเล่นเข้าขากับ ปอล ป็อกบา ซึ่งหายเจ็บกลับมาช่วยทีมในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนถือเป็นผู้เล่นแห่งอนาคตในการปั้นเกมบุกให้กับ "ปีศาจแดง" ฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากที่ เปเรยร่า จะสอดแทรกระหว่างสองคนนี้

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องโอกาสลงสนาม นั่นทำให้ เปเรยร่า จำเป็นต้องที่จะต้องมองหาโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องกับสโมสรอื่นดีกว่าที่จะถูกจับดองในซุ้มม้านั่งสำรอง

มาร์กอส โรโฮ

ซานเชซ กับ สมอลลิ่ง ไม่ใช่สองนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว โดย มาร์กอส โรโฮ กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกส่งไปเล่นกับ เอสตูเดียนเตส สโมสรในลีกบ้านเกิด และดูเหมือนนักเตะจะอยู่โยงกับที่นั่นซะด้วย

    หากมองจากความเป็นจริง กองหลังเลือดฟ้าขาว แทบไม่เหลืออนาคตใน "เธียเตอร์ ออฟ ดรีม" แล้ว เพราะนักเตะไม่ได้มีชื่ออยู่ในแผนการทำทีมของ โซลชา ที่สำคัญกรณีของเขาก็เหมือนกับ สมอลลิ่ง เพราะที่ว่างในแผงหลังของ "ผีแดง" ไม่มีให้เขาอีกต่อไป

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรโฮ ไม่ใช่นักเตะแห่งอนาคตของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะทีมไม่สนใจที่จะขยายสัญญากับเขา ฉะนั้นนี่คงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า "เร้ด เดวิลส์" ไม่ต้องการให้เขาอยู่กับสโมสรอีกต่อไป

ดีโอโก้ ดาโลต์

 สำหรับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ถือเป็นนักเตะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ชื่นชอบมากๆ และเป็นคนที่ดึงนักเตะมาเสริมแกร่ง อย่างไรก็ตามเจ้าตัวแทบไม่ค่อยได้ลงสนามเพราะดันมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บบ่อยๆ ทำให้เขาต้องพลาดโอกาสในการพัฒนาฝีเท้า

    ที่สำคัญในยุค "น้าลูกอม" กุมบังเหียน ดาโลต์ แทบไม่ได้โผล่ลงสนามด้วยซ้ำ เพราะกุนซือเบบี้เฟซ ชื่นชอบ  ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กองหลังดาวรุ่ง และมักจะให้โอกาสได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงท้ายซีซั่น ทำให้ ดาโลต์ ได้แต่มองตาปริบๆ

    ที่สำคัญยังมีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องว่า โซลชา ตั้งเป้าที่จะเสริมทัพในตำแหน่งฟลูแบ็กซะด้วย นั่นยิ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่ ดาโลต์ จะสอดแทรกเข้ามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของสโมสร ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของนักเตะก็คือการออกไปหาโอกาสใหม่กับทีมอื่น ขณะเดียวกันการขายเขาออกไปยังช่วยให้ทีมมีเงินทุนในการซื้อแข้งใหม่ด้วย

ฟิล โจนส์

สำหรับฟิล โจนส์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่อยู่รับใช้สโมสรมายาวนานที่สุดในชุดปัจจุบัน แต่ด้วยผลงานของเขาในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเวลาของเขากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้จะถึงวันหมดอายุซะแล้ว เพราะผลงานในช่วงที่ผ่านมา ไม่ถูกจริตสาวก "เร้ด อาร์มี่" และ โซลชา ด้วย

    กองหลังชาวอังกฤษ แทบไม่ได้ลงสนามในฤดูกาลนี้ และตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าหากอยากจะมีอนาคตในการเล่นฟุตบอล คงจำเป็นต้องออกไปหาโอกาสกับทีมอื่นๆ เพราะตอนนี้นักเตะแทบจะโดนเมินจาก โซลชา ที่สำคัญหากสโมสรซื้อเซนเตอร์แบ็กคนใหม่เข้ามาร่วมทีม งานนี้ โจนส์ รู้ทันทีว่าคงไม่มีที่ว่างสำหรับเขาอีกแล้ว

    หากในกรณีที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาย โจนส์ ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย เนื่องจากพวกเขามี อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ที่สามารถทำหน้าที่กองหลังแทน โจนส์ ได้สบายๆ ฉะนั้นสถานการณ์ของเขาในเวลานี้ก็คือการอำลาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังอยู่กับทีมมานาน 9 ปี     

เซร์คิโอ โรเมโร่

ทุกๆ สายตากำลังจับจ้องตำแหน่งผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะสถานการณ์ของ ดาบิด เด เคอา ในเวลานี้ไม่ค่อยโสภาสถาพร เนื่องจากความผิดพลาดของเขาทำให้มือ 1 ที่เคยครอบครองเอาไว้เป็นการถาวร เริ่มค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ

    ในช่วงซัมเมอร์นี้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลฟอร์มหนึบ กลับมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นเขาคือผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในการแย่งเบอร์ 1 จาก เด เคอา ส่วน เซร์คิโอ โรเมโร่ ที่มักจะโดนมองข้ามเป็นประจำ คงถึงเวลาที่จะต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ของตัวเองได้แล้ว

    โรเมโร่ ถูกยกย่องว่าเป็นยางอะไหล่ชั้นดี และมักจะได้ลงเล่นตัวจริงในเกมฟุตบอลถ้วย แต่แมตช์ล่าสุด โซลชา เลือกดร็อปเขาและให้โอกาส เด เคอา ทำหน้าที่สำคัญ ซึ่ง โกลชาวสแปนิช ก็ดันเล่นผิดพลาดส่งผลให้ทีมต้องร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ

    แม้ว่ามีหลายเสียงเรียกร้องให้โอกาสโรเมโร่ ได้ลงเล่นตัวจริง แต่สุดท้าย "น้าลูกอม" ยังเชื่อใจ เด เคอา เหมือนเดิม ขณะเดียวกันการที่ เฮนเดอร์สัน กลับมาสู่ต้นสังกัดแม่แล้ว งานนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะเห็น โรเมโร่ ได้ผุดได้เกิด ฉะนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เขาต้องอำลาทีม

เจสซี่ ลินการ์ด

แม้ว่า เจสซี่ ลินการ์ด จะยิงประตูในเกมสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ก็ตาม และหลายคนมองว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เขาได้อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป แต่มีรายงานออกมาเป็นระลอกว่าสโมสรอาจจะต้องขายเขา เพื่อระดมทุนในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้

    "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูงในการเสริมทัพ เพราะนักเตะที่พวกเขาเล็งเอาไว้อย่าง เจดอน ซานโช ปีกจอมพลิ้ว "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ แจ็ค กรีลิช กองกลางกัปตันทีม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า มีค่าตัวไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

    ฉะนั้นทีมจำเป็นต้องขายนักเตะออกไป ที่สำคัญหากสโมสรได้ผู้เล่นทั้งสองคนมาร่วมทีมจริงๆ แน่นอนว่าโอกาสของ ลินการ์ด ที่จะได้ลงสนามยิ่งแทบไม่มี ด้วยเหตุนี้การย้ายทีมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญด้วยสถานการณ์ทั้งในและนอกสนามของเขาไม่ค่อยดีนัก การเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตอาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

 

ทายถูกไหม? 5 แข้งดาวรุ่งที่มีโอกาสอยู่ไล่ล่าแชมป์กับ ลิเวอร์พูล อีกหลายปี

 ลิเวอร์พูล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี สมัยที่ 19 โดยตอนนี้ "หงส์แดง" ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกับแชมป์ในฤดูกาลหน้า ด้วยการเล็งเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ และการดันผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมาเพื่อเป็นแกนหลักของทีม

    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน สามารถเปลี่ยนความสงสัยให้เป็นความเชื่อได้อย่างที่ลั่นวาจาเอาไว้ โดยเขาสามารถนำ "เดอะ เร้ดส์" ผงาดคว้าแชมป์เป็นว่าเล่นรวมทั้งโทรฟี่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ พรีเมียร์ลีก ตามลำดับ โดยงานนี้ภารกิจต่อไปของทีมก็คือการที่จะต้องครองอำนาจในวงการลูกหนังเมืองผู้ดีให้ได้

    สำหรับการที่จะครองความเป็นจ้าวลูกหนังอังกฤษ ต้องมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่พร้อมทดแทนกันได้ตลอดเวลา โดยงานนี้ คล็อปป์ มีความตั้งใจอย่างชัดเจนว่าจะให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่งได้ขึ้นมาเป็นกำลังหลักผสมผสานกับแข้งชั้นยอดของทีมชุดใหญ่ และแน่นอนว่ามีหลายคนที่เราเคยได้เห็นฝีเท้ากันมาแล้วในซีซั่นนี้

    ในส่วนของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ดูเหมือนจะเป็นนักเตะมากประสบการณ์ แต่จริงๆ แล้วเขาอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น และจะเป็นแกนหลักของทีมไปอีกนาน ส่วนอีก 4 คนที่จะมีโอกาสเป็นเสาหลักของทีมในอนาคตมีใครบ้าง ลองมาพิจารณากัน
 

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
    ต้องบอกว่า "เจ้าหนูเทรนต์" เต็มไปด้วยพรสวรรค์และศักยภาพมากมายที่จะแสดงออกมาให้เห็นกับทัพ "หงส์แดง" ที่สำคัญผลงานของนักเตะในเวลานี้สุดยอดเกินจะบรรยาย ทั้งๆ ที่เจ้าตัวเพิ่งจะอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น แต่กลายเป็นตัวหลักที่ลิเวอร์พูลขาดไม่ได้เลย

 

    คงไม่ใช่การอวยกันจนเกินไปที่จะยกย่อง อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ว่าเป็นแบ็กขวาที่เก่งที่สุดในโลก ณ เวลานี้ ด้วยคุณภาพของเขาที่สามารถทำอะไรได้มากมายทั้งการเปิดบอลที่สุดแสนแม่นยำ และเล่นลูกตั้งแตะ กับการยิงฟรีคิกที่สุดฉมัง ทำให้ตอนนี้นักเตะเป็นผู้เล่นที่สุดอันตรายมากๆ

    ในส่วนของการเติมเกมรุกถือเป็นจุดเด่นของนักเตะ ขณะที่เกมรับอาจจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันบ้าง อย่างไรก็ตามด้วยวัยเพียงแค่ 21 ปีเท่านนั้น แน่นอนว่านักเตะยังสามารถพัฒนาได้ในทุกๆ ด้าน และจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นในช่วงหลายๆ ปีต่อจากนี้

 

เคอร์ติสโจนส์
    "เขาไม่เคยขาดความมั่นใจ" และ "เป็นนักเตะลิเวอร์พูลเต็มร้อยเปอร์เซนต์" ข้อความจากปากของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่กล่าวถึง เคอร์ติส โจนส์ หลังจากที่นักเตะแสดงผลงานชั้นยอดในฤดูกาลนี้ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ดีเยี่ยมที่ทำให้เขาคู่ควรกับการได้รับสัญญาฉบับใหม่

 

    สาวก "เดอะ ค็อป" จำได้แม่นยำกับจังหวะการยิงประตูสุดสวยในแมตช์ที่ชนะ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ในศึกเอฟเอ คัพ และด้วยศักยภาพของเขาทำให้ คล็อปป์ มักจะให้โอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ในเกมพรีเมียร์ลีก แม้จะเป็นเพียงตัวสำรอง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมสำหรับเขา

    ที่สำคัญในฤดูกาลหน้า กองกลางวัย 19 ปี จะได้เปลี่ยนหลายเลขเสื้อจากที่ใส่เบอร์ 48 ไปเป็นหมายเลข 17 ตั้งแต่การแข่งขันในฤดูกาล 2020/21 เป็นต้นไป ถือเป็นการเดินตามรอย สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดตำนานกองกลางกัปตันทีม ที่เคยสวมเสื้อหมายเลข 17 ช่วงระหว่างปี 2000 ถึง 2004 ก่อนโยกไปสวมเสื้อเบอร์ 8 จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

 

เนโก วิลเลี่ยมส์
    แบ็กขวาชาวเวลส์ ได้รับโอกาสจาก คล็อปป์ ให้ลงสนามอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลนี้แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ยางอะไหล่ของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในเกมลีกก็ตาม แต่เขาคือผู้เล่นตัวหลักของ "หงส์แดง" ในเกมเอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ

 

    ที่สำคัญนักเตะควรจะขอบคุณ คล็อปป์ ที่ให้โอกาสเขาได้ลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีก จนทำให้เก็บจำนวนการลงสนามได้มากพอที่จะคว้าเหรียญแชมป์ลีกมาคล้องคอได้สำเร็จในวัยเพียงแค่ 19 ปี ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมสำหรับนักเตะในการพัฒนาตัวเอง

    แน่นอนว่าตำแหน่งของเขาทับกับ "เจ้าหนูเทรนต์" แต่ผลงานในช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายคนมองว่าหาก รุ่นพี่ฟอร์มหลุดมีโอกาสที่จะโดนเสียบแทนทันที นอกจากนี้นักเตะยังสามารถปรับตัวไปเล่นตำแหน่งแบ็กซ้ายก็ได้ ซึ่งไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นเขาทำหน้าที่นี้ในซีซั่นหน้า

 

ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์
    "เจ้าหนูหัวจุก" เป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในหน้าประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก สมัยที่เล่นให้ "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม ก่อนจะย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ ลิเวอร์พูล และนักเตะพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในแข้งดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดในวงการลูกหนังเมืองผู้ดี

 

    ในวัยเพียงแค่ 17 ปี เอลเลียตต์ มีโอกาสได้ลงเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล 8 เกมจากทุกรายการ โดย ปีเตอร์ คราเวียตซ์ ผู้ช่วยโค้ช "หงส์แดง" ยอมรับว่านักเตะรายนี้มีอนาคตสดใสถึงขั้นที่จะก้าวไปเป็นสตาร์ดังของทีม เพียงแต่ขอให้เขาพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

    จริงๆ แล้วต้องบอกว่าน่าเสียดายสำหรับ เอลเลียตต์ ซึ่งย้ายมาจากฟูแล่ม เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา อยู่นิดนึงตรงที่เขาได้ลงเล่น 8 แมตช์ก็จริง แต่ได้ลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีก แค่ 2 นัดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะรับเหรียญแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี

 

คี-ยานา ฮูแฟร์
    ลิเวอร์พูล เซ็นสัญญาคว้าตัว คี-ยานา ฮูแฟร์ มาจากศูนย์ฝึกเยาวชนของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม  โดยนักเตะได้มีโอกาสลงเล่นเปิดตัวให้กับ ลิเวอร์พูล ในวัยพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น พร้อมกับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเป็นสง่าแมตช์ปะทะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ศึกเอฟเอ คัพ

    
    ฮูแฟร์ กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นเกม เอฟเอ คัพ ให้กับ ลิเวอร์พูล ด้วยวัย 16 ปี กับอีก 354 วัน อย่างไรก็ตามตอนนี้ ดาวเตะเลือดดัตช์ อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว และเขากำลังพัฒนาฝีเท้าในฐานะเซนเตอร์แบ็กแห่งอนาคตของ "เดอะ เร้ดส์"

    นักเตะดาวรุ่งรายนี้มีความนิ่ง และครองบอลได้เนียนเท้า นอกจากนี้ยังเล่นได้อย่างสุขุม ทำให้มีหลายคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับ อลัน แฮนเซ่น ตำนานแนวรับ "หงส์แดง" ที่สำคัญการที่ ฮูแฟร์ ได้มีโอกาสเรียนรู้สไตล์การเล่นจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยิ่งจะทำให้เขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก

ชิงที่3!แมนยูบุกดวลเลสเตอร์จัด “มาร์กซิยาล-วาร์ดี้” วัดคมนัดปิดฤดูกาล PPTV ยิงสด

หากทีมใดคว้าชัยจะมีโอกาสยึดอันดับที่ 3 ของซีซั่นนี้…"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมยกพบบุก คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม พบ "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ โดยนัดนี้อาจเป็นการวัดความคมปิดสกอร์ของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กับ เจมี่ วาร์ดี้ ก็เป็นได้ ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : PPTV HD 36 และ True Premier HD 1  (เวลา : 22.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ (นัดสุดท้าย)
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563
เลสเตอร์ ซิตี้ (5)   –   แมนฯยูฯ (3)
ถ่ายทอดสด : PPTV HD 36 และ True Premier HD 1  (เวลา : 22.00 น.)

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ จิ้งจอก พาทีมแพ้ 2 จาก 3 เกมล่าสุดโดยสัปดาห์ก่อนโดน สเปอร์ส สอยไป 3-0 ที่ ลอนดอน นี่คือนัดสำคัญสุดยอด ซึ่ง เลสเตอร์ ต้องการชัยชนะเพื่อจะการันตีการติดอันดับท็อปโฟร์ของพวกเขา

    เลสเตอร์ จะขาดผู้เล่นเกมรับเยอะเช่นเคย คักลาร์ โซยุนคู ยังติดโทษแบน ขณะที่ ริคาร์โด้ เปไรร่า, เบน ชิลเวลล์ และ คริสเตียน ฟุ้คส์ พวกนี้เจ็บอยู่ทั้งหมด

    ในแดนกลาง เจมส์ แมดดิสัน ยังเจ็บสะโพกไม่พร้อมลงสนาม ส่วน มาร์ค อัลไบรท์ตัน ก็ต้องทดสอบความฟิตก่อน

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ ปีศาจแดง พาทีมไม่ชนะ 2 เกมติดต่อกัน โดยแพ้ เชลซี 1-3 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก ตามด้วยการไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 ในบ้านตัวเองนัดล่าสุด

    แมนฯยูฯ มีปัญหาที่เกมรับเมื่อ ลุค ชอว์, เอริก ไบยี่ และ อักเซล ตวนเซเบ้ เจ็บไม่น่าจะลงเล่นได้ทั้งหมด

    ขณะที่ แอรอน วาน-บิสซาก้า ที่นั่งสำรองเกมก่อน น่าจะได้กลับมาเป็นตัวจริง

    ตัวเข้าทำของ ปีศาจแดง ยังอยู่กันครบครันทั้ง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ เมสัน กรีนวู้ด

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เลสเตอร์ ซิตี้ (3-4-2-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ไรอัน เบนเนตต์, เวส มอร์แกน, จอนนี่ อีแวนส์ – เจมส์ จัสติน, วิลฟรีด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลอมันส์, ลุค โธมัส – อโยเซ่ เปเรซ, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – เจมี่ วาร์ดี้
    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
14/09/19    พรีเมียร์ลีก  แมนฯ ยูไนเต็ด1 – 0เลสเตอร์
03/02/19    พรีเมียร์ลีก  เลสเตอร์0 – 1แมนฯ ยูไนเต็ด
11/08/18    พรีเมียร์ลีก  แมนฯ ยูไนเต็ด2 – 1เลสเตอร์
24/12/17    พรีเมียร์ลีก  เลสเตอร์2 – 2แมนฯ ยูไนเต็ด
26/08/17    พรีเมียร์ลีก  แมนฯ ยูไนเต็ด2 – 0เลสเตอร์

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เลสเตอร์
19/07/20 แพ้ สเปอร์ส 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
16/07/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
12/07/20 แพ้ บอร์นมัธ 1-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/07/20 เสมอ อาร์เซน่อล 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
04/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

แมนฯ ยูไนเต็ด
22/07/20 เสมอ เวสต์แฮม 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 แพ้ เชลซี 1-3 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
16/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
13/07/20 เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
09/07/20 ชนะ แอสตัน วิลล่า 3-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

กรีนวู้ดซัดกู้ชีพ! แมนยูแค่เจ๊าขุนค้อน แซงสิงห์ขึ้นที่3ชี้ชะตาท็อปโฟร์นัดสุดท้าย

"ปีศาจแดง" ทำได้แค่เสมอกับ เวสต์แฮม 1-1 ปอล ป็อกบา ทำเสียจุดโทษก่อนที่ มิคาอิล อันโตนิโอ จะซัดขึ้นนำ กระนั้นครึ่งหลัง เมสัน กรีนวู้ด มาซัดไล่เจ๊าก่อนจบด้วยการแบ่งแต้ม ส่งให้ แมนฯยูไนเต็ด มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ชั่วคราว ซึ่งนัดสุดท้ายต้องไปชี้ชะตาลุ้นท็อปโฟร์กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เพิ่งจะพาทีมพ่าย เชลซี ในรอบตัดเชือก เอฟเอ คัพ 1-3 ทำให้เสียสถิติไม่แพ้ทีมใดทุกรายการ 19 นัด เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับมือ เวสต์แฮม ที่รอดตกชั้นแล้ว ซึ่งหากเกมนี้ "ปีศาจแดง" ไม่แพ้จะแซงขึ้นอันดับ 3 ก่อนหน้า "สิงห์บลูส์" ที่มีคิวไปเยือนแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล

    เกมนี้ แมนฯยูไนเต็ด กลับมาใช้ผู้เล่นที่ดีที่สุด นำโดย เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ขณะที่ "ขุนค้อน" ของ เดวิด มอยส์ ยึด11แข้งชุดเก่งจากเกมล่าสุดที่ชนะ วัตฟอร์ด 3-1 นำโดย มิคาอิล อันโตนิโอ เป็นหน้าเป้าและให้  จาร์ร็อด โบเว่น, มาร์ค โนเบิล และ ปาโบล ฟอร์นัลส์ ปั้นเกมรุกสนับสนุน

    เปิดฉากมาไม่ถึง 3 นาที "ผีแดง" ทักทายก่อนเลยหลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายบอลทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปซัดด้วยขวามุมแคบบอลพุ่งไปติดเซฟ ลูคัส ฟาเบียนสกี้

    ถัดมาไม่ถึงนาที บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้จ่ายอีกหนคราวนี้ให้ เมสัน กรีนวู้ด ที่วิ่งสอดขึ้นหน้าก่อนจะอัดด้วยซ้ายไปเสาไกลแต่บอลเบา ฟาเบียนสกี้ พุ่งรับไว้ได้

    แม้ทีมเยือนจะเริ่มตั้งเกมได้ แต่ "ปีศาจแดง" ยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 18 ได้โอกาสลุ้นอีกครั้ง เนมานย่า มาติช ไหลบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ได้กดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    นาที 31 "ขุนค้อน" ได้ลุ้นเป็นหนแรกของเกมหลัง มาร์ค โนเบิล เล่นสั้นที่มุมธงให้ จาร์ร็อด โบเว่น ตักบอลเข้ากลางมาให้ อันเจโล อ็อกบอนน่า เทกตัวโขกหลุดเสาไกลออกไป

    นาที 37 เป็นโอกาสของ มาร์คัส แรชฟอร์ด บ้างคราวนี้ตั้งป้อมตะบันไกลกว่า 30 หลา บอลพุ่งแรงจนลูคัส ฟาเบียนสกี้ ต้องทุบออกไป ถัดมาไม่ถึงนาทีผีแดงเกือบขึ้นนำอีก แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ครอสมาเสาสองให้ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ วิ่งมาวอลเลย์ด้วยขวาแต่บอลโดนไม่เต็มปลิ้นหลุดกรอบออกไป

    เจ้าบ้านยังบุกอย่างต่อเนื่อง นาที 39 ไอ้หนูวิลเลี่ยมส์ได้หลุดถึงเส้นหลังก่อนจะล็อคหนี จาร์ร็อด โบเว่น อย่างใจเย็นแล้วปาดเข้ากลางให้  เมสัน กรีนวู้ด หวดด้วยซ้ายหน้ากรอบไม่ถึง 12 หลาบอลพุ่งไปติดบล็อค อันเจโล อ็อกบอนน่า อย่างน่าเสียดาย

    นาที 45 ทีมเยือนมาได้ลุ้นจากฟรีคิก  อารอน เครสส์เวลล์ ยิงเต็มแรงไปติดตัวป็อกบาแต่ VAR ส่งสัญญาณ พอล เทียร์นี่ย์ ผู้ตัดสินว่าจังหวะที่ ป็อกบา ยกมือมาบังบอลกลายเป็นแฮนด์บอล ก่อนที่ผู้ตัดสินจะชี้เป็นจุดโทษให้ "ขุนค้อน" และเป็น มิคาอิล อันโตนิโอ ยิงเข้าไปไม่พลาดให้ เวสต์แฮม บุกมาขึ้นนำ 1-0 ในนาที 45+2

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ตามหลัง เวสต์แฮม 0-1

    ครึ่งหลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แก้เกมทันทีเลยด้วยการส่ง อารอน วาน-บิสซาก้า ลงไปเล่นแบ็กขวาแทน ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์

    นาที 51 "ผีแดง" มาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะการประสานงานอันยอดเยี่ยมของ มาร์กซิยาล ที่จ่ายบอลสุดเนียนให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้บอลก่อนซัดเร็วด้วยซ้ายเสาแรกส่งบอลซุกก้นตาข่ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด เป็นประตูที่ 10 ในลีกของดาวยิงวัย 18 ปี

    นาที 62 ขุนค้อน ตอบโต้ขึ้นมาเกือบแซงขึ้นนำอีกครั้ง มาร์ค โนเบิล ป้ายบอลออกขวาให้ จาร์ร็อด โบเว่น กระชากเข้าไปซัดเต็มข้อบอลแฉลบ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ก่อนที่ ดาบิด เด เคอา จะซูเปอร์เซฟปัดบอลข้ามคานออกไป

    นาที 75 เดวิด มอยส์ ต้องเปลี่ยนเอา อาร์ตูร์ มาซูอากู ลงไปเล่นแทน อารอน เครสส์เวลล์ ที่บาดเจ็บ ก่อนในนาที 78 จะส่ง เซบาสเตียง อัลแลร์ ลงไปเล่นแทน มิคาอิล อันโตนิโอ

    นาที 85 "ผีแดง" ส่ง โอเดียน อิกาโล่ ลงมาเล่นแทน มาร์คัส แรชฟอร์ด และแค่สัมพัสแรกเกือบพังประตูให้ทีมขึ้นนำหลัง เมสัน กรีนวู้ด ครอสมาเสาแรกมาให้ หัวหอกชาวไนจีเรียซัดด้วยขวาหลุดกรอบไป

    ช่วงท้ายเกม เจ้าบ้านกดดันอย่างหนักเพื่อเอาประตูชัย แต่ทัพขุนค้อนยังช่วยกันได้ดีจนจบการแข่งขันเป็นอันว่า แมนฯยูไนเต็ด ทำได้แค่ไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม 1-1 แบ่งแต้มกันไป "ปีศาจแดง" มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ชั่วคราว ส่วน "ขุนค้อน" รั้งอันดับ 15 มี 38 แต้ม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ (อารอน วาน-บิสซาก้า น.46), วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกว์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด (โอเดียน อิกาโล่ น.85) – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

        เวสต์แฮม (4-2-3-1-) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – เบน จอห์นสัน, อิสซ่า ดิย็อป, อันเจโล อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์ (อาร์ตูร์ มาซูอากู น.75) – เดแคลน ไรซ์, โทมัส ซูเช็ค – จาร์ร็อด โบเว่น (อังเดร ยาร์โมเลนโก้ น.90+1), มาร์ค โนเบิล, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ (เซบาสเตียง อัลแลร์ น.78)

แลมพาร์ดติงซุ้มม้านั่งลิเวอร์พูลฉลองหนักเกิน

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ติงแข้งและสตาฟฟ์ในซุ้มม้านั่งสำรองของ ลิเวอร์พูล หลังจากเขามองว่าคนกลุ่มนั้นฉลองกันแบบเลยเถิดเกินไป ขณะที่หลังจบเกมไปแล้วนั้น แลมพาร์ด ก็ร่วมแสดงความยินดีกับนักเตะบางคนของ "หงส์แดง" ด้วย
    แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ตำหนินักเตะและสตาฟฟ์บางคนในซุ้มม้านั่งสำรองของ ลิเวอร์พูล ที่ฉลองกันแบบเลยเถิดเกินไปในสายตาของเขา ระหว่างเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" ออกไปแพ้ "หงส์แดง" 3-5 เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

    นี่เป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล ได้รับถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก อย่างเป็นทางการ หลังจากที่การันตีแชมป์ได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ "หงส์แดง" มีท่าทีร่าเริงกันสุดๆ ตั้งแต่ในระหว่างการแข่งขันแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งของการแข่งขัน แลมพาร์ด ก็แสดงท่าทีหงุดหงิดจน เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ต้องพูดเกลี้ยกล่อมให้เขาใจเย็นเหมือนกัน โดยตอนแรกไม่มีใครรู้ว่า แลมพาร์ด โมโหเรื่งอะไร

    อดีตยอดกองกลางชาวอังกฤษเผยว่า "ผมไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เขาทำทีมของเขาขึ้นมาและมันก็เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม แต่กับบางคนในซุ้มม้านั่งสำรองน่ะผมคงต้องบอกเลยว่ามันมีเส้นกั้นบางๆ (ระหว่างความเหมาะสมและความไม่เหมาะสม) ในตอนที่คุณได้แชมป์ลีก ฤดูกาลนี้พวกเขาได้แชมป์ลีก และก็ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ สมควรได้เป็นแชมป์ แต่คุณไม่ควรจะทำตัวโอหังเกินไปเหมือนกัน ในเกมการแข่งขันน่ะคุณสามารถมีอารมณ์ร่วมได้อยู่แล้ว"

    ทั้งนี้ หลังจบเกมไปแล้วนั้น แลมพาร์ด ยังไปแสดงความยินดีกับ ซาดิโอ มาเน่ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล และนักเตะบางส่วนของเจ้าถิ่นสำหรับแชมป์ลีกที่ทีมของ คล็อปป์ คว้ามาครองได้เช่นกัน